เกร็ดเล็กน้อยของการลงCGด้วยPainter
posted on 18 Jul 2008 15:04 by 2csu in WorksEntry by : Nathael
ไม่ใช่ว่างจัดอะไร แต่ขอหนีความจริงกับการบ้านที่ยังคิดไม่ออก ด้วยการมาเขียนเอนทรี่อย่างเป็นการเป็นงานบ้างดีกว่า ติงต๊องมาพอแล้ววววววว
ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรดี จะว่าแนะนำโปรแกรมก็ไม่ใช่ จะว่าสอนลงCGก็ไม่ใช่อีก สกิลยังต่ำเตี้ยเกินกว่าจะไปสอนใครได้ เอาเป็นว่าเป็นคำแนะนำเล็กน้อยที่อยากบอกเล่าละกันน้อ
ออกตัวก่อนว่าไม่ได้เรียนอะไรเกี่ยวกับศิลปะหรือการลงสีมาเลย (เรียนสายวิทย์มาค่ะ ถึงตอนนี้จะอยู่คณะอักษรก็เถอะนะ) สีน้ำของจริงนั้นก็ไม่เคยลงสีจนเป็นรูปอะไรกับเขาสักนิด การลงCGทั้งหลายล้วนมาจากการลองทำ ลองมั่ว ครูพักลักจำ และถามผู้รู้เอาทั้งสิ้น หาแก่นสารความเป็นวิชาการไม่ได้จริง ๆ ลงCGมาด้วยสัยชาตญาณล้วน ๆ -_- (มันถึงไม่พัฒนาอยู่นี่แหละ)
อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้เลยคือTabletค่ะ เม้าส์ก็สามารถใช้ลงCGได้ แต่เมื่อยน่าดู และควบคุมความหนักเบาของสีไม่ค่อยได้ ทำให้วีธีการลงCGด้วยเม้าส์มีวิธีค่อนข้างจำกัดกว่าค่ะ
อยากได้Tablet?
ถ้าเอาแค่ลองเล่น ๆ Geniusก็โอเคแล้วค่ะ แต่ถ้าอยากใช้นาน ๆ กัดฟันซื้อwacomไปโลด คุ้ม คนเขียนฟันธง ถึงมันจะราคาแพงกว่าGenuiusหรือยี่ห้ออื่น ๆ ราว ๆ สามเท่าก็เถอะ (แพงอิบอ๋ายเลยละ)
เอาละ โปรแกรมที่ใช้ทำมาหากินคราวนี้คือCorel Painter X ค่ะ จะเวอร์ชั่นเก่ากว่านี้ก็ได้ไม่ว่ากัน เพราะเครื่องมือหลัก ๆ ที่ใช้มันก็เหมือนกันน่ะแหละ
หลาย ๆ คนอาจไม่เคยเห็นหน้าโปรแกรมนี้
นี่เป็นหน้าตาแบบที่ใช้อยู่ค่ะ ความจริงตอนแรกที่เปิดโปรแกรมมันจะมีเครื่องมือยุบยับกว่านี้ แต่มันโปรเกินเลยไม่เคยใช้เลย
หน้าตาที่เห็นนี้อาจจะแตกต่างกับวินโดวนิดนึง เพราะใช้ระบบMac OS X ไม่ต้องสงสัยไปน้อ
ทำไมถึงใช้Painter ไม่ใช่Photoshop
อย่างแรก มันเป็นความเคยชินค่ะ เริ่มลงCGครั้งแรกด้วยตัวนี้ เลยคุ้นมือกว่า แล้วPainterมีระบบUndoที่ต่างจากPhotoshop คือจะกดUndoติดต่อกันได้สูงสุด32ครั้ง เคาะแป้นกันให้มันส์กันไปเลย แต่ในPhotoshopจะกดshot cut undoได้แค่ขั้นตอนเดียว ถ้าจะundoยาว ๆ ต้องใช้history ทำให้เวลาที่เราอยากลองปาดเส้น หรือลองลงสี จะย้อนกลับก็ต้องไปที่history ขณะที่Painterสามารถเคาะundoย้อนไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบ32ครั้งนั่นแหละ
แล้วในPainterมีบรัชให้เลือกใช้เยอะมากกกกกก ไม่ต้องไปนั่งเซตค่าเองเหมือนPhotoshop บรัชแต่ละตัวก็มีลูกเล่นเฉพาะตัว ช่วยให้งานดูเป็นธรรมชาติขึ้นนิดนึง(ส่วนมหญ่ขึ้นอยู่กับฝีมือคนวาดนั่นแหละ)
แต่อย่างไรเสีย เราก็ขาดPhotoshopไม่ได้
เพราะPhotoshopมีออฟชั่นในการปรับแต่งสีเยอะกว่ามากกกกกค่ะ Painterน่ะมันเน้นวาดอย่างเดียว เอฟเฟกอื่น ๆ up to you ไปทำต่อเอาเอง -_- Photoshopเลยขาดไม่ได้เด็ด ๆ บางทีก็เอามาปรับสีให้ดูสมดุลขึ้น ใส่โน้ใส่นี่ ทำแบ็กกราว เพราะPainterน่ะมันแค่วาดจริง ๆ อย่างอื่นนอกเหนือจากนั้นมันแทบไม่มีเลยล่ะค่ะ ถึงมีก็มีแบบจำกัดจำเขี่ย เทียบกับPhotoshopไม่ได้เลย
Resolution สำคัญนะจะบอกให้
บางคนอาจไม่เคยคิดถึงเรื่องความละเอียดของรูปภาพ(resolution) แต่ความจริงมันเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยในการทำงานนะคะ โดยทั่วไปจะกำหนดไว้ที่ 300 dpi ค่ะ แต่ถ้าเป็นงานส่งโรงพิมพ์ สนพ.อาจขอมาว่าให้ทำส่งที่ขนาด 400 dpi ซึ่งระดับของresolutionนี้จะมีสัมพันธ์กับขนาดของรูปภาพ ยิ่งresolutionlสูง ภาพก็จะยิ่งใหญ่ อย่างภาพที่เห็นเปิดในโปรแกรมนั้น
ขนาดตั้งเท่านี้แหนะ แต่ขอบอกว่าเป็นขนาดที่ไม่ได้ใหญ่อะไรนัก หากเราต้องการวาดภาพที่มีรายละเอียดสูง ก็ควรตั้งresolution ให้เหมาะสม และมีขนาดภาพที่ใหญ่พอสมควร เพราะเวลาที่เราต้องขยายภาพเมื่อลงรายละเอียดเล็ก ๆ ภาพขนาดใหญ่ ๆ จะทำให้เราเห็นได้ชัดเจนกว่า ขณะที่ภาพขนาดล็ก ๆ แถมยังresolutionต่ำ ถ้าเราขยายคงเห็นเป็นพิกเซลช่อง ๆ ลงรายละเอียดอะรแทบไม่ได้เลย
บางครั้งโปรแกรมPhotoshopจะตั้งค่าการสร้างภาพใหม่ไว้ที่ 72 dpi ซึ่งเป็นความละเอียดที่เหมาะกับการโพสรูปเล็ก ๆ ลงเว็บ ขณะที่ 100 dpi เหมาะกับรูปที่เอาไว้ดูเฉย ๆ แต่ถ้าหากคิดจะปริ้นออกมาแล้วล่ะก็ 300 dpi เป็นอย่างต่ำถึงจะโอเคค่ะ
แต่ใช่ว่าภาพใหญ่ ๆ ไว้ก่อนจะดีเสมอไป เพราะภาพยิ่งใหญ่ ยิ่งมีresolutionสูงเท่าไร ก็ยิ่งกินแรงเครื่องในการประมวลผลมากเท่านั้น ซึ่งบรัชบางชนิดในPainter ปาดทีมันจะดีเลย์จนเห็นเส้นค่อย ๆ วิ่งตามทางที่เราวาดเลยละ เอาเป็นว่า ทำแต่พอดี ๆ ก็แล้วกันน้อ
มาพูดถึงการเตรียมเส้นกันนิดนึง
ก็มีอยู่สองทางในการเตรียมเส้นที่จะลงสี อย่างแรก วาดลงกระดาษแล้วสแกน อย่างที่สองคือวาดมันลงในคอมตั้งแต่แรกนั่นแหละ (ปกติใช้วิธีนี้ล่ะ) การวาดใส่กระดาษแล้วสแกนมาจะส่งผลถึงสไตล์และวิธีการลงสีค่ะ เพราะมีทั้งแบบเส้นอย่างเดียว ทั้งแบบแรงเงา ฝนเส้นมาแล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องของวิธีการส่วนบุคคล บางทีอาจสแกนภาพร่างมาแล้วตัดเส้นเอาในคอมก็ได้ แต่ถ้าจะเอาเส้นดินสอมาใช้ในการลงสีเลย ขอให้ทำความสะอาดภาพให้เรียบร้อยก่อนจะดีมาก เพราะการปรับสีเส้นด้วยContrastเพื่อลบรอยสกปรกอาจทำให้รายละเอียดบางส่วนตกหล่นไปได้เหมือนกัน
ลักษณะของการตัดเส้นก็เป็นตัวกำหนดวิธีการลงสีค่ะ ถ้าเป็นคนตัดเส้นแบบเส้นปิดจะสามารถใช้Selectionแล้วเทสีหรือGradianได้เลย แต่ถ้าเป็นคนตัดเส้นแบบเปิดก็ต้องปาดด้วยแปรงเอานี่แหละ
มาดูบรัชต่าง ๆ ที่คนเขียนใช้ในPainterกันดีกว่า
เริ่มด้วย
ปากกา ปากกาในPainterให้เส้นที่มีรูปแบบคมมาก ตัวScratchboard Toolที่เห็นนี้ถือว่าไวต่อแรงกดพอสมควร คือถ้าฝนเบา ๆ มันก็เป็นขนแมวให้ แต่ถ้าออกแรงอีกนิดมันก็จะใหญ่ขึ้น เฮดบล๊อกชมรมรูปสึนะกับมุคุโร่อันนี้ก็ใช้ Scratchboard Toolนี่แหละลงเส้น ไม่แค่นั้น ยังเอาไอ้นี่แหละลงสีด้วย แต่ยังไงเดี๋ยวค่อยว่ากันทีหลัง
Scratchboard Toolจะให้เส้นที่แข็ง คมไปจนถึงปลาย ยังกะเข็มแน่ะ ขณะที่ Thick n Thin จะให้ตัวเส้นที่คมเหมือนกัน แต่ปลายจะบางลง ดูนุ่มนวลกว่า Penเป็นอุปกรณ์ที่ให้เส้นคมไม่พอ ยังมีความหนักเบาของเส้นสูง แต่ถ้ารู้สึกว่าเส้นมันคมเกิ้น เราค่อยไปทำเส้นให้เบลอทีหลังก็ได้
มาดูแอร์บรัชกันบ้าง ตัวแอร์บรัชนี้เป็นอุปกรณ์ลงเส้นที่คนเขียนใช้มามากที่สุด เพราะคุมง่าย และให้เส้นที่นุ่มนวล เหมาะกับรูปที่ต้องลงสีเบา ๆ หวาน ๆ ดีเหมือนกัน และยังใช้ในการเก็บรายละเอียดภาพได้ดีอีกด้วยนะ ในด้านการลงเส้น ถึงจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ง่าย แต่ตัวแอร์บรัชจะไม่มีการให้ความแตกต่าง หนักเบาของเส้นนัก หากต้องการเส้นที่มีความหนักเบา Penทั้งหลายเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
มาถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการลงสีกันบ้าง
ถ้าพูดถึงPainterย่อมขาดไม่ได้ที่จะพูดถึงอุปกรณ์การลงสีน้ำของโปรแกรมนี้ ที่เห็นในรูปเป็นDigital Watercolorที่หน้าตาแปรงแต่ละตัวจะดูเข้าใจง่ายกว่า และมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนน้อยกว่าตัวWatercolor
Digital Watercolorเป็นบรัชที่ปาดแล้วจะติดเท็กเจอร์กระดาษขึ้นมาทันที ซึ่งตัวPainterก็มีกระดาษมาให้เลือกใช้หลายชนิด เช่น
นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขของ"ความเปียก"ของกระดาษเข้ามาเอี่ยวด้วย แต่จะไม่ระดับแอดวานซ์เหมือน Watercolor ที่สามารถกำหนดความเปียกและความลาดเอียงของกระดาษ เพื่อควบคุมทิศทางการไหลของสีได้ ในDigital Watercolor เท่าที่ผู้เขียนสังเกต ความเปียกของการดาษจะมีผลกับสีที่ลงไปเป็นอย่างมาก
ถ้าเราปาดลงไปครั้งแรก โปรแกรมจะถือว่ากระดาษเปียกแล้ว การปาดทั้งที่สองจะอยู่ในสถานะของการปาดสีลงบนกระดาษเปียก ดังนั้นตัวโปรแกรมจึงมีคำสั่งDry Digital Watercolor เพื่อเป่าสีให้แห้ง และDiffuse Digitalwatercolorเพื่อทำให้กระดาษเปียก
จากภาพ ผู้เขียนปาดสีแดงลงบนกระดาษพร้อมกันทั้งสองข้าง แต่ทางด้านซ้ายได้ปาดสีน้ำเงินตามเลย ส่วนทางขวาได้ Dry Digital Watercolorก่อนจะปาดสีน้ำเงิน จะเห็นได้ว่าจุดที่สีทั้งสองผสมกันนั้นมีความแตกต่าง คือถ้าปาดลงไปบนกระดาษเปียก สีนั้นจะผสมกัน ส่วนถ้าDryแล้วปาดลงไป สีจะถูกทาทับลงไปจนดูเข้มขึ้น การใช้Digital Watercolorจึงควรมีการวางแผนไว้บ้างว่าจะลงสีส่วนไหนอย่างไร
ที่สำคัญอุปกรณ์Watercolorทั้งหลาย หากปิดโปรแกรมไปแล้วจะไม่สามารถแก้ไขความเปียกของกระดาษได้ มันจะถูกทำให้แห้งไปเลย จะมาทำให้เปียกทีหลังก็ดูจะไม่ได้ผลเท่าไหร่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ควรระวังนะคะ การลงสีน้ำในPainterถ้าจะให้เทคนิคความเปียกของกระดาษก็ควรจะลงสีให้เสร็จในครั้งเดียวไปเลย ผู้เขียนเองเคยอยากลอง แต่ดันทำไม่เสร็จในครั้งเดียว จะปิดโปรแกรมก็ไม่ได้เลยต้องเปิดเครื่องค้างไว้อย่างนั้นเป็นวันเพื่อลงสีให้เสร็จ แถมต้องระวังคอมแฮงค์อีกต่างหาก
ในความคิดของผู้เขียนDigital Watercolorไม่ค่อยเหมาะกับการลงสีแบบยึดตามเส้นเท่าไหร่ค่ะ เพราะออกจะควบคุมสีได้ยากอยู่ เหมาะกัยการลงสีแบบที่ไม่ต้องอาศัยเส้นเท่าไหร่มากกว่า แต่บรัชของDigital Watercolorนั้นจะมีเอกลักษณ์ที่มีสเน่ห์แตกต่างกันไปค่ะ ถึงจะมีเงื่อนไขยุบยับไปหน่อย แต่ก็คุ้มที่จะทำความรู้จักน้า
เจ้านี้เป็นแปรงที่ผู้เขียนหันมาใช้บ่อยมากในปัจจุบัน ถึงเป็นแปรงที่ไม่ติดเท็กเจอร์ แต่ก็ควบคุมสีได้ง่ายดีค่ะ
สีที่ป้ายลงไปตรงกลางนั้นเป็นสีที่ปาดทีหลังค่ะ จะเห็นได้ว่าเราสามารถเอาสีอ่อนปาดลงไปบนสีเข้มได้ ในขณะที่Watercolorจะทำได้ต่อเมื่อกระดาษเปียกเท่านั้น เมื่อกระดาษแห้งแล้วถึงปาดสีที่อ่อนกว่าลงไป ภาพก็มีแต่จะสีเข้มขึ้น
Tintingสามารถเกลี่ยสีตัวมันเองได้อัตโนมัติค่ะ ไม่ต้องไปดูดสีตรงกลางที่สีทับกันแล้วปาดเอาแบบในPhotpshop แปรงตัวนี้สามารถถูสีเข้าหากันได้เลย ตามตัวอย่างที่เห็นในรูปนั่นแหละ สีที่ได้จะรู้สึกเรียบ ๆ พื้น ๆ การที่ไม่มีเท็กเจอร์ในตัวยิ่งทำให้มันดูพื้น ๆ เข้าไปอีก แต่มันใช้ง่ายอย่าบอกใครเชียว แถมไอ้เกลี่ยสีได้แค่ถูไปมานี่สะดวกมาก ถือเป็นบรัชแบบสะดวกใช้ค่ะ ลูกเล่นอื่น ๆ เป็นหน้าที่ของคนวาดที่จะไปเติมแต่งเอาทีหลัง หุหุ
ต่อมาคือพระเอกในดวงใจ
ขอบอกว่าเบลนเดอร์ของPainterน่ะมันสุดยอดดดดดดดด ชีวิตนี้ผู้เขียนคงขาดมันไม่ได้
Blenders คือ อุปกรณ์ที่ใช่เกลี่ยสีเข้าหากันค่ะ จะไม่สามารถใช้ได้กับWatercolorถ้ามันยังเปียกอยู่ ต้องทำให้แห้งก่อนเท่านั้นถึงจะใช้ได้ค่ะ
Before (ใช้Tinting)
After
จะเห็นลักษณะของการเกลี่ยสีค่ะ จากตัวอย่าง ถึงTintingจะเกลี่ยสีตัวเองได้ แต่ใช้Blenderจะทำได้ง่ายกว่า เนียนกว่า ลักษณะของการเกลี่ยจะแตกต่างไปตามแปรงBlender ที่ผู้เขียนใช้บ่อยที่สุดคือJust add waterค่ะ เกลี่ยสีให้เนียนเข้าหากัน ใช้ได้สารพัดประโยชน์ บางทีแค่แต้ม ๆ สีไว้แล้วเอาเบลนเดอร์มาถู ๆ ให้เข้ากันก็มี ที่มากสุดคือการเกลี่ยสีทำฉากหลังค่ะ ไม่มีมุกเมื่อไหร่ก็เกลี่ยสีไล่ระดับเป็นจุด ๆ แล้วก็เบลนซะ ก็ได้ฉากหลังแบบสี ๆ มาแล้ว
แต่เบลนเดอร์เองก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน คือมันจะทำให้สีจางลงเล็กน้อย ถ้าให้เฉพาะเป็นจุด ๆ ไปอาจไม่สังเกตุเห็นนัก แต่ถ้าใช้มันกับพื้นที่ใหญ่ ๆ หรือใช้ไปซะส่วนใหญ่ของภาพคราวนี้ละเห็นแน่ค่ะ แถมภาพที่เนียนนุ่มไปหมดมันก็ว่างเปล่าเกินไปด้วย ดังนั้นก็ใช้แต่พอดีนะคะ
อุปกรณ์ที่ผู้เขียนใช้หนัก ๆ ก็มีเท่านี้แหละค่ะ นอกนั้นเป็นบรัชรอง ๆ ไป ใช้ตามโอกาศ
จากที่ตะไว้ข้างบนว่าใช้Penในการลงสีเฮดบล๊อกชมรม ก็คือให้Penลงสีหลัก ๆ ทั้งหมดค่ะ หรือไม่ก็ใช้มันแต้มสีไว้ แล้วใช้Blenderนี่แหละเกลี่ย ๆ สีออกมา
เริ่มจากวาดเส้น
ลงสีหลัก ๆ
ใช้เบลนเดอร์
เก็บรายละเอียด
อันนี้เป็ยภาพแบบลวก ๆ นะคะ พอดีลืมแยกเลเยอร์เส้นออกมา เลยดูเลอะ ๆ หน่อย ใช้อุปกรณ์แค่PenกับBlenderในการลงสี ส่วนฉากหลังนั้นใช้Digital watercolor - Spatter waterสาดสีเป็นดวง ๆ แล้วใช้เบลนเดอร์เกลี่ยนิดหน่อยค่ะ ได้ระดับนี้แล้วก็ไปใช้Photoshopแต่งสีใส่ลูกเล่นตามชอบใจก็เป็นอันเสร็จ หรือจะเก็บรายละเอียดให้เนี๊ยบปิ้งกว่านี้ก็ได้ แต่เพราะรูปนี้วาดใส่กระดาษเล็ก ๆ จะขยายภาพมาลงรายละเอียกก็ทำไม่ได้แล้วน่ะค่ะ ที่สำคัญ ผู้เขียนขี้เกียจแล้วววววว เกิดมาไม่เคยต้องเขียนเอนทรี่ยาวขนาดมาก่อนเล๊ย
ถ้ามีข้อผิดพลาดอะไรก็บอกนะคะ ถือว่าแลกเปลี่ยนความรู้กันเนาะ
และถ้ามีอะไรสงสัยก็ถามมาเลยนะคะ ถ้าตอบได้ก็จะตอบให้
สุดท้าย : ห้ามเอาไปใช้โดยไม่ใส่เครดิตหรือแจ้งล่วงหน้านะเออ จึงจะรู้ว่าไม่มีใครทำหรอก แต่ขอบอกกันไว้ก่อนดีกว่า
edit @ 18 Jul 2008 20:32:50 by 2C SU